Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ใคร-คนหนึ่ง-ในโลก

1.

เพียงคนคนหนึ่ง

ท่ามกลาง

คนอีกคนหนึ่ง

2.

เัพียงความชื้น

ท่ามกลาง

มหาสมุทรกว้าง

3.

เพียงเศษผง

ท่ามกลาง

กลุ่มละอองฝุ่น

4.

เพียงเสียงสะท้อน

ท่ามกลาง

ความเงียบงัน

5.

เพียงแสงริบหรี่

ท่ามกลาง

ฟ้าที่มืดมิด

มองผ่าน …

แว่นตา

กระจกบางบาง

ที่กั้นระหว่าง

ฉัน

กับ

เธอ

    

ฉันเพียง รอคอย

ที่จะจ้องมองใครซักคน

อย่างชัดเจน

โดยปราศจากมัน . . . . .

Melody of Life 3

     วนกลับมาจัดอีกครั้ง สำหรับ มหกรรมคอนเสิร์ตประจำปี ซึ่งปีนี้ก็ปาเข้าไปครั้งที่ 3 แล้ว ผมเอง ได้มีโอกาสไปทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา และชอบงานนี้มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่า มันยังใหม่ คนรู้จักยังไม่ค่อยเยอะ พวก*** ก็เลยยังไม่ค่อยเยอะ แต่เทียบระหว่างครั้งที่ 1 กับ 2 ผมชอบครั้งแรกมากกว่า เหตุผลก็ อย่างที่เขียนไว้นั้นแหละครับ แต่โดยรวมแล้วยังเป็นงานที่ จัดได้ดี อยู่ เรื่องเสียงนั้นไม่ต้องพูดถึง สำหรับเวทีข้างนอก เสียงดีมาก แต่เวทีด้านในนั้น อาจจะเพราะว่าอยู่ในตึก เลยสู้ข้างนอกไม่ได้ ศิลปินก็ไม่ต้องห่วงเพราะวงที่เลือกมานั้น เป็น ศิลปิน “จริงๆ” ทุกคน ทุกวง เรื่องคนที่ไปดูนั้น ก็ เทียบกับงานอื่นแล้วถือว่าดีกว่า คนอาจจะเยอะบ้าง บางช่วง ไม่ถึงกับแย่นัก เพราะขนาดปีก่อน คนที่ไปดู flure ยังมากกว่าคนไปดู tahiti 80 เลย วง flure คงดีใจตายเลย (ฮา) เย็นๆคนอาจจะเยอะ แต่ดึกๆแล้วคนจะเริ่มซาลง มาถึงครั้งที่ 3 นี้ สถานที่จัดยังคงเป็นที่เดิม Central World Plaza ปีนี้ได้เพิ่มเวลาจัดเป็น 3 วัน 3 คืน เหมือนปีแรก (ปีที่แล้วแค่2วัน) *update โดนตัดเหลือ2วัดแล้ว แย่จัง… ตารางการแสดงยังไม่ออก *update ตารางออกแล้ว อยู่ด้านล่าง แต่มีการเปิดเผยศิลปินต่างประเทศบางส่วนแล้ว นั้นคือ Tahiti 80 กลับมาอีกครั้ง *update tahiti80 ไม่มีในตารางโชว์ แย่.. สงสัยจะติดใจประเทศไทย, Fugu ศิลปินฝรั่งเศสเช่นกัน มีเพลงที่คุ้นหูคือเพลง Here Today ซึ่งใช้ประกอบโฆษณารถ Ford อยู่ช่วงนึง, The Indigo วงนี้เป็นศิลปินญี่ปุ่น เคยมาเล่นที่ fat fest. ปีที่แล้ว แต่ผมไม่มีโอกาสได้ดู *update วงนี้ก็ไม่มี กลายเป็นวง Santamonica จากอินโดนีเซียแทน ส่วนวงอื่นๆนั้น คาดว่าตารางน่าจะมาเร็วๆนี้แล้วเพราะวันที่กำหนดไว้คือ 3-4 พฤษภาคม ก็อยากชวนให้ไปดูกันครับ เพราะเป็นคอนเสิร์ตที่ ดี เลยของปี (ในความคิดผม)

ติดตามการเคลื่อนไหวได้ที่ Melody of Life

แถมรูปจากปีที่แล้วที่ถ่ายมา Melodies of Life ครั้งที่ 2 

*update รูปปีนี้มาแล้วครับ แต่มีเฉพาะวันอาทิตย์นะครับ วันเสาร์ไม่ได้ไปครับ Melody of Life ครั้งที่ 3

   

*ตารางโชว์ showtime update 24/04/08

No Country for Old Men

ผู้กำกับ Ethan Coen & Joel Coen

    

การกระทำทุกการกระทำจำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอไปมั้ย ?

คำถามทำนองนี้เกิดขึ่นในหัวผม หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ อันที่จริงก็เกิดขึ่นมาในระหว่างการดูแล้ว คำถามทำนองนี้ น่าจะหาคำตอบไม่ยาก เหตุผลของการกระทำ ก็ต้องมีอยู่แล้วสิ ถ้าไม่มีก็บ้าแล้ว ใช่ บ้า …. แล้วความอยากละ ความอยากก็ถือเป็นเหตุผลเหมือนกันใช่รึเปล่า หรือเป็นเพียงแค่แรงกระตุ้นจากสัญชาติญาณเพียงเท่านั้น

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของ คน 3 คน คนแรกนั้น เป็นนายพรานล่าสัตว์ธรรมดาๆคนหนึ่งที่ชื่อ Llwelyn Moss ซึ่งบังเอิญไปเจอ แจ๊คพ๊อตเป็นเงิน 2ล้านเข้า และเจอแจ๊คพ๊อต อีกเด้งตามมานั้นคือมีคนมาทวงเอาเงินคืน หนึ่งในคนที่มาทวงเอาเงินคืนนั้นชื่อ Anton Chigurh เป็นนักฆ่ามืออาชีพ ที่เปรียบกับกับ กาฬโลก อย่างที่ตัวละครหนึ่งในหนังได้พูดไว้ แล้วนอกจากการหนี และ การไล่ล่าของคน 2 คนแล้ว อีกหนึ่งตัวละครสำคัญก็คือ Ed Tom Bell นายอำเภอซึ่งประจำอยู่ในเขตซึ่งเกิดเหตุการณ์นี้ขึ่น เรื่องๆนี้เริ่มต้นด้วย Moss ไปพบกับซากศพมากมายจากความขัดแย้งในการค้ายาเสพติดข้ามชาติเข้า และดันแจ๊คพ๊อตไปพบกับเงิน 2 ล้านเข้า เลยเป็นผลให้ Moss ถูกไล่ล่า จาก 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มพวก Mexican กับ Chigurh และเมื่อมีคนมาตามล่า คงไม่มีใครอยู่เฉยๆให้เค้าล่า Moss ก็เลยต้องหนีจากการตามล่า และอีกนัยหนึ่งก็คือ หนีเพื่อจะเอาเงินไปใช้นั้นเอง และเป็นธรรมดาที่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ่น นายอำเภอ จึงต้องเข้ามาจัดการ เพียงแต่กรณีนี้แตกต่างออกไปนิดนึงตรงที่ Bell นั้นเป็น นายอำเภอขิงแก่ ที่หมดไฟในการทำงานไปแล้ว จึงไม่ได้มีความกระตือรือร้นเท่าไหร่นักกับคดีนี้ ส่วนเรื่องราวการตามล่าจะเป็นยังไง ต้องไปติดตามจากในเรื่องเอง ผมไม่สามารถเล่าได้

    

หนังเรื่องนี้พูดถึง ด้านมืดของมนุษย์ ความชั่วร้าย ความโลภ ซึ่งแสดงออกมาผ่านตัวละครทุกตัว จะเห็นได้ว่า ตัวละครในเรื่องนี้ทุกตัวมีความเป็นคนสูงมาก ทุกตัวไม่ใช่คนดี แต่ Chigurh น่าจะหนักสุด เพราะเข้าขั้น เลวบริสุทธิ์ เลยทีเดียว และด้วยความที่มันเป็นหนังตามล่า อารมณ์ของหนังจึงไปในทาง ลุ้น ตื่นเต้น ตกใจ ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่จะว่าไปแล้ว อันที่จริง การไล่ล่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ อันที่จริงแล้วประเด็นของเรื่องจะเป็นของ นายอำเภอ Bell ซะมากกว่า อย่างเช่นชื่อเรื่องนี่ก็ด้วย ลักษณะเด่นของเรื่องนี้เลย น่าจะเป็นสไตล์ เรื่องนี้เรียกได้ว่า ฉีกกฎของหนังไล่ล่าแทบทุกเรื่อง และด้วยความที่หนังมันไม่มีสูตรสำเร็จนี่ละมั้ง ที่ทำให้มันน่าสนใจ และด้วยการแสดงของ Chigurh ที่แทบจะเป็นหัวใจของเรื่องนี้เลย เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่ผมกลัวมากที่สุดเลยตั้งแต่ดูหนังมาก็ว่าได้ ถ้ามีคนหน้าตาอย่างนี้เดินมา ถึงมันไม่มีปืน ผมก็วิ่งหนี อย่างหลอนเลย แล้วก็ตัวละคร Moss ตัวนี้ผมว่าดูเป็นคนธรรมดาที่สุดในเรื่อง น่าแปลกตรงที่ตัวละครตัวนี้ เป็นพระเอกก็ไม่ใช่ และก็ไม่ใช่คนดีด้วย แต่ไม่รู้ทำไมตลอดทั้งเรื่องผมถึงเชียร์ตัวละครตัวนี้ตลอดเลย และที่น่ายกย่องที่สุดก็คือ ผู้กำกับ เพราะด้วยเทคนิค ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ทำให้หนังมัน โคตรเท่เลย

โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ค่อนข้างแปลก และดูยากพอสมควร ผมอาจจะไม่แนะนำให้ไปดู ยิ่งถ้าคุณคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังไล่ล่า น่าจะมันส์ หรือไปดูเพราะคิดว่าหนังออสการ์ สงสัยจะเจ๋ง เจ๋งแน่ครับ แค่คุณอาจจะรับไม่ได้เอานะสิ ก็ก่อนไปดูควรจะเตรียมใจไว้ส่วนหนึ่งว่า หนังมันค่อนข้างแปลก และ ไม่ใช่หนังสูตรสำเร็จทั่วไป แต่ถ้าคุณอยากไปดูอะไรแปลกๆใหม่ๆ น่าจะชอบครับ สำหรับผมนั้น ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าตัวเองชอบเรื่องนี้รึเปล่า ถ้าถามว่ามันดีมั้ย ตอบได้ว่าดี แต่เรื่องชอบนี่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่

   

สิ่งที่ชอบ

1. Javier Bardem ทุกครั้งที่ตัวละครตัวนี้โผล่เข้ามาในฉาก ผมถึงกับต้องลุ้นว่าตัวละครที่ตัวนี้เข้าไปคุยด้วย มันจะโดนฆ่ามั้ย ด้วยการแสดงชั้นเยี่ยม เป็นตัวละครสื่อถึงความชั่วได้อย่างตรงประเด็นเลย

2. Josh Brolin อย่างที่ว่าไป ตัวละครตัวนี้ พระเอกก็ไม่ใช่ คนดีก็ไม่เชิง แต่ตัวละครตัวนี้สามารถทำให้ผมเชียร์และเข้าข้างได้ตลอดทั้งเรื่องเลย

3. Thommy Lee Jones ตอนดูรอบแรก ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวละครตัวนี้เท่าไหร่ แต่พอผมดูรอบ2 ผมก็เริ่มเข้าใจมากขึ่น เป็นตัวละครที่ กวนตีน และ เพี้ยนมากๆตัวหนึ่ง ดูจากบทพูดก็พอจะเดาได้

4. ฉากในร้านของชำ ฉากนี้เป็นฉากที่ลุ้นมาก ลุ้นว่าเจ้าของร้านจะรอดมั้ย

5. ฉากหมาไล่ในน้ำ ฉากนี้ผมว่ามันเล่าเรื่องทั้งหมดได้เลย จากการตีความของผม

6. ฉากแลกเสื้อ สื่ออะไรได้หลายอย่างมากเลย สำหรับฉากนี้

7. ฉากคุยตอนโบกรถ กวนตีนมาก ฉากนี้

8. ภาพ ภาพในเรื่องนี้ ไม่ได้ถือว่าสวยงามมากมายอะไร แต่เป็นภาพที่สื่อสารออกมาได้ตรงกับหนัง อย่างเช่น การถ่ายความรกร้างของทะเลทราย

9. เทคนิค มันจะมีหลายๆเทคนิคที่ มันเจ๋งในหนังเรื่องนี้ เช่น ฉากในบ้านตอนท้าย หรือฉากที่ Bell กับ Chigurh ที่น่าจะเจอกัน ฉากยิงกันตอนท้าย เป็นต้น

10. มุขตลก มีไม่เยอะ แต่โดนทุกมุขเลย

11. ผู้กำกับ ถือว่าเจ๋งเลย สำหรับผู้กำกับคู่นี้ ผมไม่เคยดูหนังของพวกเค้ามาก่อน แต่มาดูเรื่องนี้ผมก็พบว่า เค้าเป็นคนที่มี สไตล์ ที่เท่มากๆเลย และน่าจะเรียกได้ว่า นี่แหละคือการกำกับคนดูของจริง

Once

ผู้กำกับ: John Carney

*เรื่องนี้มีฉายเฉพาะที่ลิโด เท่านั้น

    

การที่คน 2 คนมาพบเจอกัน มันควรจะมีเหตุผลอะไรบ้าง ?

หลายๆคน คงเคยมีคำถามทำนองนี้เกิดขึ่นในหัวบ้าง การที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน 2 คน มาพบเจอกัน นอกจากความบังเอิญแล้ว ในความบังเอิญนั้นจะมีเหตุผลอะไรอย่างอื่นซ่อนอยู่รึเปล่า ?

หลายๆครั้ง คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราไม่สามารถหาเหตุผลได้ว่า ทำไม คนๆนี้ ช่างมีอะไรบางอย่างที่ช่างเหมือนกับเราเหลือเกิน ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยจะรู้มาก่อนว่า คนนี้มันจะมีอะไรที่คล้ายเราขนาดนี้ “คนเหมือนๆกัน มักจะดึงดูดซึ่งกันและกัน” ประโยคทำนองนี้ลอยเข้ามาในหัวผมหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ

หนังเรื่องนี้ว่าด้วย คน 2 คน ที่เส้นทางของทั้งคู่ที่เคยแตกต่างกัน ได้เดินทางมาตัดกัน และไม่เพียงแค่ตัดกันเพียงเท่านั้น แต่ได้เดินคู่กันไปอีกด้วย ประโยคที่ผ่านมา เป็นเนื้อเรื่องย่อของเรื่องนี้ ถ้าสงสัยว่ามันมีแค่นี้จริงๆหรอ ก็ต้องตอบว่าใช่ครับ หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่แปลกพิศดาร ไม่มีสิ่งที่น่าตื่นเต้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้มีก็แค่ “ความจริง” สิ่งที่เกิดขึ่นในหนังเรื่องนี้ ก็คือเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันปรกติของเรา แต่ก่อนที่คุณจะคิดว่าหนังเรื่องนี้มันคงจะห่วยมาก ผมก็ต้องบอกก่อนว่า จริงๆแล้วมันก็ไม่เชิงกับธรรมดา ตัวละครเอกทั้ง 2 ตัวในหนังเรื่องนี้ คือ …. พระเอก นางเอก เรื่องนี้ไม่มีชื่อครับ (จริงๆ) ทั้งคู่เป็นนักดนตรีครับ พระเอกนั้นมีอาชีพเป็นช่า่งซ่อมเครื่องดูดฝุ่น(!?) และ ใช้เวลาว่าง หอบกีต้าร์ไปเล่นข้างถนน ส่วนนางเอกของเรื่องนั้น รับทำงานเล็กๆเช่น ทำความสะอาดบ้าน ขายดอกไม้ และ เมื่อมีเวลาว่าง เธอชอบที่จะเล่นเปียโน นอกจากทั้งคู่จะเป็นนักดนตรีเหมือนกันแล้ว ทั้งคู่ ยังคงมีปม ในเรื่องความรักเหมือนกันด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ พระเอกและนางเอกได้มาพบกันโดยบังเอิญ และ ในสิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน ทำให้ความสัมพันธ์บางอย่างเกิดขึ่นกับทั้งคู่

    

เมื่อตัวเอกทั้ง 2 ของเรื่องเป็นนักดนตรี ในเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยเพลงมากมาย และทุกเพลงนั้น เพราะมาก (มากๆจริงๆ) ซึ่งหนังที่มีเพลงเป็นองค์ประกอบหลักของเรื่อง ที่ไม่ใช่หนังเพลงนั้น มีไม่มาก และน้อยยิ่งกว่านั้น มีไม่กี่เรื่องที่ทำได้ดีขนาดนี้ อาจจะเพราะว่า นักแสดงทั้งคู่นั้นเล่นดนตรี “เป็น” และทั้งคู่ แต่งเพลงเองทั้งหมด เพลงทุกเพลงที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใส่มาแบบจับยัดๆ แต่ทุกเพลงมาจากคนที่เข้าใจมัน เพลงทุกเพลงจึงมีเรื่องราวของมัน และทุกเพลงเป็นตัวเล่าความเป็นมาของตัวละคร รวมทั้งส่งต่ออารมณ์และความรู้สึกของตัวละครมายังคนดูด้วย นอกจากเพลงที่เพราะมากแล้ว ภาพเรื่องนี้ก็น่าสนใจมาก หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่อง ใช้ภาพที่ถ่ายจากกล้อง handy cam หรือ กล้องขนาดพกพา ที่ใช้มือถือเอา เพราะฉะนั้นภาพที่ได้ จะมีลักษณะที่ ไม่ชัดเจนมาก ภาพจะเบลอๆ เหมือนกับเรากำลังนั่งดูภาพจากกล้องวิดีโอของใครซักคนอยู่ จึงช่วยเพิ่มความ “จริง” ให้กับเรื่องนี้ได้อีกมาก นอกจาก เสียง และ ภาพ แล้ว ตัวละครทั้ง 2 ตัว เล่นได้ดีมาก ด้วยความที่ ทั้งคู่ ไม่ได้มีหน้าตาที่เป็น ดารา เราจึงรู้สึกเหมือนกับ กำลังดู ชีวิตของคนจริงๆ ธรรดาๆคู่หนึ่งอยู่

สำหรับหนังเรื่องนี้ จัดเป็นหนังรัก ที่ใช้เพลงเป็นองค์ประกอบหลักในเรื่อง แม้หนังจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา หรือ มีฉากเรียกน้ำตามากมาย เหมือนอย่างหนังเรื่องอื่นๆ เรื่องความรักในเรื่องนี้ก็ไม่ได้หวาน กุ๊กกิ๊กมากมายอะไร สิ่งที่หนังเรื่องนี้มีก็แค่ เรื่องราวธรรมดา ทั่วๆไป เป็นเหตุการณ์ที่ทุกๆคนก็มีโอกาสที่จะพบเจอได้ แต่ถึงมันจะแสนธรรมดา แต่การเสียเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ไปดูเรื่องราวเหล่านี้ คงไม่เป็นการเสียเวลาจนเกินไป หรือแค่คุณเข้าไปนั่งฟังเพลงเพราะๆที่มีในหนังเรื่องนี้ ผมว่าแค่นั้นก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว สำหรับตัวผมเอง ผมชอบเรื่องนี้มากๆ เมื่อต้นปีผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Across the Universe ซึ่งผมก็พบว่าผมชอบเพลงของมันมากๆ แต่พอมาเจอของเรื่องนี้ ผมชอบมากกว่าอีก และแม้ว่าในปีนี้จะมีหนังเรื่องอะไรที่ทำให้ผมประทัปใจอีกกี่เรื่องก็ตาม แต่หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นหนังในดวงใจผมไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าแค่นั้นยังไม่ทำให้คุณอยากไปดู ผมก็จะบอกไว้อีกนิดว่า เพลง Falling Slowly ที่อยู่ในหนังเรื่องนี้ ได้รางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจาก Oscar ด้วย

    

สิ่งที่ชอบ

1. เพลง หลังหนังจบผมเดินตรงไปที่ร้าน โดเรมี เพื่อซื้อซีดีเพลงประกอบทันทีเลยครับ (350บาท) เพลงทั้ง 13 เพลงนั้น เพราะทุกเพลง และที่สำคัญ มันเป็นเพลงที่นักแสดงทั้งคู่แต่งเอง

2. ภาพ แม้ไม่ได้มีการจัดฉากอย่างสวยงาม ไม่ได้มีภาพคมๆชัดๆ แต่ภาพมันก็สวยงาม มากๆ ในแบบของมัน เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ และที่สำคัญ มันเป็นภาพที่ดูจริง มากๆ

3. เรื่องราว แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่แสนจะธรรดาทั่วไป แต่นั้นกลับยิ่งทำให้ผมชอบมันมากขึ่นอีกมากมายหลายเท่าเลย

4. Glen Hansard และ Marketa Irglova มีหนังที่ใช้เพลงเดินเรื่องไม่กี่เรื่องจริงๆ ที่เอาคนที่เข้าใจเพลงมาเป็นนักแสดงอย่างเรื่องนี้ และที่สำคัญ ทั้งคู่รักกันจริงๆหลังจากแสดงหนังเรื่องนี้

5. เพลง Falling Slowly ฉากในร้านที่ทั้งคู่เล่นเพลงนี้พร้อมกัน ทำเอาผมขนลุกและน้ำตาซึมเลย

6. มุขตลก

7. ฉากจบ

8. Once ชื่อเรื่องมันบอกทุกอย่างจริงๆ ก่อนหน้านี้ซัก2เดือนก่อน ผมเคยใช้ชื่อเรื่องนี้เป็นชื่อใน msn ตอนนั้นผมยังไม่ได้รู้จักหนังเรื่องนี้ เพียงแค่อยู่ดีๆก็นึกถึงคำๆนี้ขึ่นมา และชอบความหมายของมันมากๆ

9. ผู้กำกับ หนังแบบนี้ไม่ได้มีมากมายนัก ยิ่งเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างไม่มากมายด้วยแล้ว ต้องขอบคุณผู้กำกับจริงๆที่ทำหนังดีๆแบบนี้ออกมา

 

Atonement

ผู้กำกับ: Joe Wright

   

สมมุติว่า มีคนๆหนึ่ง มาทำให้คุณสูญเสียสิ่งที่คุณรักไป คุณจะให้อภัยเค้าได้มั้ย ?

และถ้า สิ่งที่สูญเสียนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเรียกคืนมาได้ ไม่ว่ายังไงก็ตามละ ?

ทุกคนเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด แน่นอนที่สุด ผมเชื่อว่าไม่มีใครที่เกิดมาแล้ว ไม่เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดเลย ซึ่งความผิดพลาดนั้น ก็มีตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงเรื่องที่ ไม่ว่าคุณจะทำยังไง จะพยายามมากมายซักแค่ไหน ก็ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ทำลงไปได้ กระทั่งความผิดพลาดที่เกิดขึ่นบางครั้ง แค่การจะพูดคำว่า ขอโทษ ก็มิอาจทำได้

หนังเรื่องนี้ เล่าถึง ชีวิตของคน 3 คน 2 คนแรก เป็นพี่น้องกัน คือ Cecilia Tallis และน้องสาวชื่อ Briony Tallis ทั้ง 2 พี่น้อง อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ ใหญ่โตกลางป่า และ ตัวละครที่ 3 ซึ่งเป็นคนสวนในบ้านที่ ทั้ง 2 พี่น้อง อาศัยอยู่ ชื่อ Robbie Turner ฉากของเรื่องนี้เป็นประเทศ อังกฤษ ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังเริ่มต้นด้วย การบรรยายถึงความหรูหรา ร่ำรวย ของชีวิตทั้ง 2 พี่น้อง และครอบครัว รวมไปถึงชีวิตประจำวันที่สุขสบาย เช่น ชีวิตของ Briony ที่ตั้งใจอยากจะเป็น นักเขียน เธอจึงเริ่มต้นงานเขียนของเธอด้วย การเขียนบทละคร เพื่อที่จะแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของ พี่ชาย ของเธอ ซึ่ง Briony ได้ไปขอร้องให้ ญาติๆของเธอมาช่วยแสดง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และด้วยความผิดหวังครั้งนี้ บวกกับการที่เธอชอบเขียนนู้น เขียนนี่ จึงทำให้เธอจินตนาการไปถึงสิ่งที่เธอไม่รู้ หรือไม่เข้าใจ อย่างที่ Briony ได้ไปจินตนาการถึง Robbie ว่าเป็นคนโรคจิต เนื่องด้วย ภาพที่เธอเห็น Robbie กับ Cecilia ผ่านกระจก จากการแอบอ่านจดหมาย ที่ Robbie ส่งถึง Cecilia และ ด้วยความที่เธอ เป็นคนชอบจินตนาการ+กับความอ่อนต่อโลก ของเด็กวัย 13 ขวบ ทำให้เธอได้ผูกเรื่องขึ่นในหัวตามความเข้าใจของเธอเอง โดยเธอได้เพิ่มเติ่มแต่งบางอย่างลงไปบ้างตามประสาเด็ก ซึ่งดูแล้ว อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่หลายๆครั้ง ปัญหาใหญ่ๆก็เกิดมาจากเรื่องเล็กน้อยๆเช่นนี้นี่เอง จากจินตนาการของเธอนั้น ทำให้ Robbie ต้องถูกตำรวจจับ และต้องพรากจาก Cecilia หญิงสาวที่ Robbie แอบหลงรักมานาน และ Cecilia ก็เช่นกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ่นต่อจากนี้ผมไม่สามารถเล่าได้ ต้องให้คุณไปดูในหนังเอง

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก ที่มีฉากหลังเป็น สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะแปลกใหม่เท่าไหร่นัก แต่เรื่องนี้มีประเด็นนำเสนอที่ค่อนข้างแปลก ประเด็นของเรื่องคือ การกระทำโง่ๆ ซึ่งเกิดขึ่นเพราะความไม่ตั้งใจ แต่เมื่อมันเกิดขึ่นแล้ว และ ผลกระทบของมันก็ใหญ่โตเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ จะว่าไปแล้ว มันก็คล้ายๆกับ เหตุการณ์ที่เป็นชนวนเริ่มต้นเหตุการณ์ที่เกิดมาจาก เด็ก2 คน ในหนังเรื่อง Babel นั้นเอง เพียงแค่ว่าครั้งนี้ scale ของมันไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น ผลกระทบของมันเกิดขึ่นกับแค่ คน 2 คน เท่านั้นเอง แต่เพียงแค่นั้น แต่มันกลับเป็นเหมือนกับรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ แม้ว่ามันอาจจะเลือนลางลงไปบ้าง แต่มันก็ไม่มีทางกลับมาหายสนิทดังเดิมได้อีก และยิ่งแผลเป็นอันนี้ ถูกประทัปจากภายในด้วยแล้ว ไม่ว่าจะพยายามลบเท่าไหร่ ก็ไม่อาจทำได้

    

หนังเรื่องนี้เด่นที่วิธีการนำเสนอ ซึ่งเป็นการนำเรื่องที่ไม่แปลกอะไร มาเล่าในรูปแบบใหม่ และทำได้ยอดเยี่ยมมาก อีกส่วนที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันก็คือ ภาพ หนังเรื่องนี้ใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าคำพูด หลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่เราได้มาจากตัวหนัง เราไม่ได้รู้มาจากปากตัวละคร แต่เรารู้มาจากการได้ดูภาพ และ จินตนาการเอาเอง และนอกเหนือจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยเทคนิคเจ๋งๆมากมาย เช่น เสียงพิมพ์ดีด การเล่าเหตุการณ์หนึ่งจากหลายมุมมอง การตัดสลับเรื่องไปๆมาๆ และ แน่นอน การพาหนังจากต้นเรื่องไปสู่ฉากจบ ที่ทำได้ระดับที่ ทำเอาผมขนลุกเลย

โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก ย้อนยุค ที่แม้จะดูธรรมดาทั่วไป แต่หนังเรื่องนี้กลับมีอะไรมากมายกว่านั้น ซึ่ง ไอ้สิ่งที่มากมายนี้ ผมไม่สามารถบอกออกมาได้ ต้องให้คุณไปดูเอง ซึ่งผมเชื่อว่า น่าจะประทัปใจกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ด้วยความสวยงามแบบ หม่นๆ ของมันที่มีเสน่ห์อย่างประหลาด แต่ขอฝากไว้อย่างหนึ่งคือ อย่าคาดหวังอะไรมากจากการไปดูหนังเรื่องนี้ เข้าไปดู ปล่อยความคิดให้โล่ง ปล่อยให้หนังมันพาคุณไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะไม่ผิดหวังกับมัน

   

สิ่งที่ชอบ

1. ภาพ ตั้งแต่เปิดมาฉากแรก ก็ทำเอาผมสะดุดเลยกับภาพที่สวยงาม กับแสงที่ฟุ้งกระจายเหมือนกับอยู่ในโลกในจินตนาการยังไงยังงั้นเลย และโดยเฉพาะกับภาพในครึ่งหลัง ก็ดูจริง อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆเลย จะเรียกได้ว่า ภาพ คือตัวละครหลักตัวหนึ่งในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร

2. Keira Knightley สวยทุกฉากที่เธอออกมาเลย

3. เพลงประกอบ และ เสียงพิมพ์ดีด

4. ฉากจบ

5. เทคนิคต่างๆ การเล่าเรื่องจากหลายมุมมอง การตัดสลับเหตุการณ์อย่างรวดเร็วไปๆมาๆ ฉากชายหาด และอื่นๆ

6. ผู้กำกับ นำเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดา มาทำให้มัน ไม่ธรรมดาได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ

7. โปสเตอร์ พร้อมกับประโยค You can only imagine the Truth

There Will Be Blood, โลภมาก …..หาย

 

There Will Be Blood

ผู้กำกับ: Paul Thomas Anderson

*เรื่องนี้มีฉายเฉพาะที่ ลิโด้ เท่านั้น

   

คุณมีความโลภอยู่ในตัวเองรึเปล่า ?

ขึ่นหัวมาแบบนี้ อาจฟังดูแปลกๆ และที่จริงมันไม่น่าจะเป็นคำถามด้วยซ้ำ ความโลภ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัว จะมาก จะน้อย ต่างกันไป และบางที มันอยู่ที่การแสดงออกด้วย ส่วนหนึ่ง บางคนโลภมาก แสดงออกมามาก บางคนโลภมากเหมือนกัน แต่ไม่แสดงออก ผมเองก็มีความโลภอยู่ในตัว ยอมรับว่าเป็นคนที่ค่อนข้างทะเยอทะยานอยู่พอสมควร แต่ถ้าเทียบกับตัวละคร 2 ตัวในเรื่องนี้ละก็ เทียบไม่ติดเศษเสี้ยวเลยครับ

หนังเรื่องนี้ใช้ฉากของเรื่องอยู่ที่ประมาณปี 90 ช่วงนั้นเป็นยุคตื่นน้ำมันมาก ในอเมริกา ตัวละครหลักของเรื่องคือ Daniel Plainview โดยที่ในเรื่องนี้เค้าบอกว่าตัวเองนั้นเป็น นักขุดน้ำมัน หน้าที่ของนักขุดน้ำมันก็คือ ตระเวนไปทั่วเพื่อหาที่ๆมีน้ำมันอยู่ และเมื่อพบแล้ว ก็ทำการเจรจากับเจ้าของที่ จะซื้อ หรือ เช่า ก็แล้วแต่กรณี ซึ่งในเรื่องนี้ Daniel เดินทางไปพร้อมกับ ลูกบุญธรรม คนหนึ่งซึ่ง พ่อเค้าเป็นหนึ่งในคนงานเหมือง ได้เสียชีวิตไป Daniel จึงได้รับมาเลี้ยงดูเหมือนลูก เด็กคนนี้ชื่อ H.W. Plainview ซึ่งดูเผินๆแล้ว อาจจะคิดว่า คุณ Daniel คนนี้ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน รับเด็กมาเลี้ยงดูเหมือนลูกแท้ๆของตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว มันกลับไม่ได้เป็นเช่นที่เห็นเลย แต่ก่อนอื่น ผมต้องบรรยายลักษณะของตัวละครหลักของเรื่องซะก่อน Daniel โดยนิสัยแล้ว เป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา สุขุมเยือกเย็น กล้าได้กล้าเสีย และที่สำคัญ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก ซึ่งเป็นบุคลิกที่เหมาะมากๆกับงานขุดน้ำมันนี้ เพราะงานแบบนี้เต็มไปด้วยการเจรจา การตัดสินใจ ซึ่งถ้าว่ากันแบบตรงๆแล้ว คนลักษณะนี้ กับงานลักษณะนี้ มาคู่กัน ไม่ได้ถือเป็นความผิดอะไร ใช่ แน่นอน ความผิดที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้หมายถึงแค่ความผิดทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้รวมไปถึงความผิดทางจริยธรรม ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน

Daniel ในเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยการเป็นแค่ คนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งบังเอิญ (หรืออาจจะตั้งใจ) ไปพบกับเหมืองเงินเข้า และอาจเป็นเพราะมูลค่าของมันยังไม่เพียงพอกับ ความต้องการ(!?) ของตัว Daniel เอง ทำให้หันเหมาทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันแทน โดยตอนแรกก็เป็นเพียงแค่คนงานในบ่อธรรมดา แต่ด้วยความสามารถ+สันดาน(นิสัย) ทำให้ Daniel ก้าวขึ่นสู่ตำแหน่งเจ้านาย ได้อย่างรวดเร็ว โดยมี H.W. ค่อยประกบติดตัวตลอดเวลา โดย Danielนั้นมี หลักการ(!?) ประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งนั้นคือ ธุรกิจที่เค้าทำอยู่นั้น เหมือนเป็นธุรกิจครอบครัว เราดูแลกันเหมือนครอบครัว อย่างที่ได้เห็นว่า Daniel มักจะพาลูกไปด้วยเสมอๆ ซึ่งดูๆไปแล้ว เส้นทางในอาชีนี้ของ Daniel นั้นดูจะไปได้สวยดีเดียว แต่มันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เมื่อวันหนึ่ง เด็กคนหนึ่งชื่อ Paul เดินทางมาหา Daniel แล้วบอกว่า ที่ดินที่ตนอาศัยอยู่นั้น มีน้ำมันอยู่ และเพื่อแลกกับข่าวนี้ เด็กหนุ่มขอเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าตอบแทน และจุดนี้เองที่เป็น การเริ่มต้นของเรื่องจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อ หมู่บ้านๆหนึ่ง มีการทำเหมืองเกิดขึ่น ย่อมมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน เป็นธรรมดา และความขัดแย้งตรงนี้เองที่เกิดเป็นปมปัญหา และนำไปสู่ตอนจบที่ เอ๊ะ ลืมไป ผมพูดไม่ได้ ซึ่งความขัดแย้งตรงนี้จะถูกนำเสนอผ่านตัวละครหลายตัว แต่มีที่สำคัญๆอยู่คนหนึ่ง นั้นก็คือ Eli Sunday คนๆนี้ ทำงานอยู่ที่โบสท์ น่าจะคล้ายๆบาทหลวง ประจำหมู่บ้าน Eli คนนี้ก็มี หลักการ(!?) ประจำตัวเช่นกัน คือ ศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า นั้นเอง ซึ่งดูภายนอกแล้วดูเป็นคนที่เคร่งศาสนาคนหนึ่ง ซึ่งความจริงนั้น … คุณต้องไปติดตามดูในหนังเอง ถ้าผมเล่าหมด ก็ไม่ต้องดูกันพอดี

   

อย่างที่ขึ่นหัวไว้ตอนแรก หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับ ด้านมืดในจิตใจมนุษย์ นั้นคือ ความโลภ ความทะเยอทะยาน ซึ่งในการนำเสนอตรงนี้ หนังทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านการแสดงของ Daniel และ แน่นอน เรื่องนี้จะจืดไปเลย ถ้าปราศจาก ปมความขัดแย้งของตัวละคร ซึ่งตรงส่วนนี้ Eli สามารถทำได้ยอดเยี่ยมมากเลย และแน่นอน แค่ตัวละคร 2 ตัว คงไม่ทำให้เรื่องมันดูเจ๋งขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ บทดีๆ สถานที่สวยๆ เพลงประกอบเพราะๆ และแน่นอน ผู้กำกับเก่งๆ หนังเรื่องนี้สามารถเติมเต็มองค์ประกอบเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วนเต็มเปี่ยมจนเกือบจะล้นเอาด้วยซ้ำไป

โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ ใครบ้างที่ควรจะไปดู ผมว่าทุกคนควรไปดู เพราะว่าทั้งประเด็นที่หนังสื่อออกมา ในเรื่องของความโลภ ความทะเยอทะยาน ความเคียดแค้น การล้างแค้น การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การปกปิดเจตนาที่แท้จริง ทั้งหมดนี้ ผมว่ามันดูคุ้นๆมากๆเลยนะ เหมือนกับว่ามันอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง ก็แนะนำให้ไปดูกันครับ แม้หนังอาจจะทำความเข้าใจไม่ง่ายนัก แต่ผมเชื่อว่า ดูแล้วคุณอาจจะรู้จักตัวเองและคนรอบข้างมากขึ่นก็เป็นได้

    

สิ่งที่ชอบ

1. ประเด็น ความโลภ ความทะเยอทะยาน ความขัดแย้ง การบังหน้า สื่อออกมาได้คมคาย และ จริง อย่างที่สุด

2. ตัวละคร Daniel Day-Lewis และ Paul Dano เล่นดีระดับที่ เป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน ทั้งฉากในโบสท์และฉากในบ้านตอนท้าย รวมไปถึงตัวละครตัวอื่นๆก็เช่นกัน

3. ภาพ ฉากทะเลทรายที่รกร้าง ว่างเปล่า ฉากความลำบากของการขุดเหมือง และอีกหลายๆภาพที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นในระยะที่ชัดเจนขนาดนี้

4. เพลงประกอบ ผมพึ่งได้มารู้จากในเครดิตว่า คนทำเพลงประกอบเรื่องนี้คือ Jonny Greenwood มือกีต้าร์ของวงดนตรีที่เป็นที่โปรดปรานที่สุดของผม Radiohead

5. เทคนิค การเล่าเรื่องโดยใช้แค่ภาพในช่วงแรก การตัดสลับเรื่องไปมา การทิ้งให้คนดูคิดเอาเองในหลายๆฉาก

6. ฉากจบ

7. ผู้กำกับ องค์ประกอบดีๆทั้งหลาย จะไม่มีทางรวมกันออกมาดีได้ ถ้าขาดผู้กำกับ เหมือนกับอาหารที่มีวัตถุดิบชั้นเยี่ยม แต่ขาดการปรุงจากพ่อครัวที่มีฝีมือ อาหารจานนั้นก็ไม่มีทางจะออกมาดีได้

8. ทีมึง กูไม่ถือ ทีกู มึงอย่าบ่น (ฮา) ต้องไปดูครับ จะเข้าใจประโยคนี้

9. ประเด็นเสียดสี อเมริกา เรื่องน้ำมัน ถูกใจมาก

1. 

ฉันกำลังนั่งอยู่ในห้อง

เพียงลำพัง

โดยมีตัวเองเป็นเพื่อน

    

2.

นำหน้าอยู่

หรือ ล้าหลังอยู่

ยากที่จะตอบได้

    

3.

เสียงดนตรีที่คุ้นเคย ลอยมา

น่าแปลก …

ฉันกลับจดจำมันไม่ได้

    

4.

ท่ามกลางฝูงชน และเสียงอึกทึก

ฉันกลับรู้สึกเพียง

ความโดดเดี่ยว และเงียบเชียบ

    

5 หนังที่ผมชอบ ปี50

อันที่จริงผมตั้งใจจะเขียน blog นี้เป็น blog แรกของ blog นี้ (หลาย blog เหลือเกิน) ตั้งใจว่าจะเขียนประมาณสิ้นปีที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็นะ ไปๆมาๆ มาๆไปๆ ก็ไม่ได้เขียน พอผ่านมาถึงเดือนนี้เริ่มรู้สึกละอายใจ ก็เลยคิดว่า ต้องเริ่มเขียนได้แล้ว ไม่งั้นก็ไม่ต้องเขียนไปเลย ก็เลยมาเขียนครับ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนทั้งหมด 20 เรื่องครับ แต่หลังจากลองคำนวณด้วยความรู้สึกดูแล้ว ไม่น่าจะไหวครับ เลยขอตัดออกเหลือ 5 เรื่อง ครับ (5เรื่องยังไม่รู้จะไหวรึเปล่าเลย) (ไม่ได้เรียงลำดับนะครับ)

    

     

The Fountain

ผู้กำกับ : Darren Aronofsky

    

สำหรับเรื่องนี้ ก่อนอื่น ต้องยก เครดิต ให้โรงหนัง พารากอร์น ก่อนครับ เพราะไม่งั้นผมคงไม่มีโอกาสได้ดู สำหรับเรื่องนี้ เห็นโปสเตอร์หนังก่อน แล้วรู้สึกสนใจ เพราะภาพมันสวย เลยไปหาหนังตัวอย่างมาดู และก็พบว่ามันน่าสนใจทีเดียว แต่จากตัวอย่างยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดของเรื่องมากนัก แต่ดูจากภาพแล้ว น่าสนใจมากๆ ก็เลยเข้าไปดู ทั้งๆที่ยังไม่แน่ใจในเนื้อเรื่องเท่าไหร่

   

หนังเรื่องนี้ ในบรรดา 5 เรื่อง ผมว่าเป็นเรื่องที่หนักที่สุดเพราะมันเป็นหนังปรัชญาครับ แต่น่าแปลกอยู่อย่างคือ แล้วผมว่ามันดันเป็นปรัชญาของเรานี่แหละ หนังมันพูดถึง เอ่อ ประมาณ นิพพาน อะไรแถวๆนี้ครับ ผมก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้ซักเท่าไหร่นะ เลยไม่สามารถอธิบายอะไรได้มาก แต่ถึงยังงั้นมันก็ยังน่าสนใจมากๆ อยู่ดีครับ หนังเล่าถึงการเวียนว่ายตายเกิด พูดถึงการหลุดพ้นจากกิเลส อะไรแถบๆนี้ครับ นอกจากประเด็นปรัชญาแล้ว อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือ บท ครับ บทของหนังเรื่องนี้ ใช้การนำเสนอ โดยเล่าเรื่อง 3 ฉาก ครับ ฉากหนึ่งเป้นโลก ยุค ปัจจุบัน อีกฉากเป็นยุคอดีตกึ่งๆแฟนตาซี อีกฉากเป็น เอ่อ โลกในอุดมคติแล้วกันครับ เพราะมันดูไม่น่าใช่อนาคต หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับกันไปมาระหว่าง 3 โลกนี้ครับ โดยสามารถตัดต่อให้ 3 โลกนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกันได้ จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่า มันคือโลกๆเดียว แต่เล่าผ่าน 3 มุมมองมากกว่า ยิ่งพูดยิ่งงงแฮะ เอาเป็นว่าเป็นการนำเสนอที่เจ๋งมากๆครับ และ สิ่งสุดท้ายที่มันน่าสนใจ และ ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ภาพ ครับ ภาพของหนัง สวยมากครับ แม้ว่าจะเป็นภาพที่เกิดจาก CG ก็ตาม แต่มันสวยมากๆ เป็นภาพแนว surreal ที่ดูแล้วสามารถทำให้จินตนาการหลุดลอยออกจากร่างได้เลยครับ

    

โดยรวมแล้ว หนังมันก็ ค่อนข้างหนักพอสมควร คือคนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ออกมาคงมีแค่2ประเภท คือ ไม่ชอบอย่างแรง กับ ชอบโคตรๆ เลย ซึ่งผมเป็นประเภทหลัง อาจเพราะว่าผมชอบดูหนังหนักๆ เครียดๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หนังที่ต้องคิดมากๆ ตลอดทั้งเรื่อง ก็เลยเข้าทาง แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำ ผมก็ไม่แน่ใจซักเท่าไหร่ เพราะว่าหนังมัน ค่อนข้างดูยาก คือเป็นหนังที่ ถ้าไม่ใช่คนที่ชอบดูหนัง หรือพวกที่คุ้นเคยกับการดูหนังหนักๆ ผมว่าจะหลับเอา หรือไม่ก็เดินออกจากโรงไปซะอย่างนั้นเอาได้ครับ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วผมก็ยังอยากให้ทุกคนได้ดูอยู่ดี เพราะผมคิดว่า แค่ได้ดูภาพงามๆในหนัง ก็คุ้มแล้วครับ

   

สิ่งที่ชอบ

1.ภาพ สวยมาก

2.ประเด็นเกี่ยวกับปรัชญา ไม่ค่อยมีให้เห็นนะครับ ประเด็นแบบนี้ แล้วดันเป็นประเด็นของพุทธเรานี่อีก

3.บท โยงเรื่องได้น่าสนใจมากครับ

4.เพลง โดยเฉพาะเพลง Credit ทำเอาไม่อยากลุกออกจากโรงเลย

5.การนำเสนอ

6.นางเอก finish it …

     

       

Pan’s Labyrinth

ผู้กำกับ : Guillermo del Toro

    

เรื่องนี้ ตอนดู ผมดูไล่เลี่ยกับเรื่องแรกครับ ดูแล้วก็คิดว่า ปีนี้โชคดีจริงๆที่ได้ดูหนัง2เรื่องนี้ เรื่องนี้ แต่เดิมที ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันเท่าไหร่ เพราะจากการอ่าน plot เรื่องแล้ว มันก็คือหนังแฟนตาซีธรรมดา ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่าหนังแฟนตาซีมันไม่ดีนะ แต่ผมรู้สึกว่ามันจะออกมาแนวๆซ้ำๆกันหมดเลย สำหรับหนังแฟนตาซี อาจเพราะว่าช่วงนั้นผมกำลังอยากหาอะไรแปลกๆดูก็ได้มั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมกลับมาสะดุดกับหนังเรื่องนี้ก็คือ ทีเซอร์ ผมจำไม่ได้แล้วว่าไดดูจากไหน แต่จำได้ว่าดูแล้วรู้สึกว่าอยากไปดูมันเดี๋ยวนั้นเลย เป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆเลยครับ

   

หนังเรื่องนี้ เล่าถึง เด็ก กับ สงคราม คำ2คำนี้ ด้วยความหมายของมันแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับเหว เด็ก กับ สงคราม ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันได้ แต่ในความเป็นจริงๆแล้ว คำ2คำนี้ดูจะสนิทชิดเชื้อกันเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำไป สังเกตุได้จากเรื่องราวรอบตัวเรา อย่างการเผาโรงเรียนในเมืองไทยเรานี่เองก็ได้ เด็กไม่เกี่ยวอะไรเลย แต่ก็ต้องรับเคราะห์ไปทุกที ถามว่าทำไม อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้ เพราะผมก็ไม่เข้าใจความคิดของคนพวกนี้เหมือนกัน บางทีมันอาจจะเกิดมาจากความรู้สึกโง่ๆ เหมือนเวลาเราเจอเด็กแล้วเราอยากลองแหย่เล่นดูก็เป็นได้ เข้าเรื่องต่อๆ ใช่ครับ หนังเล่าเรื่องของสงคราม ผ่านมุมมองของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งถ้าจะให้อ้างอิง คงคล้ายๆกับเรื่อง สุสานหิ่งห้อย นั้นแหละครับ เรื่องนี้ก็พูดถึงสงครามกับเด็กเหมือนกัน แต่ค่อนข้างเกลียดสงครามเหมือนกัน กลับมาที่เรื่องนี้ต่อ หนังเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ หนังใช้จินตนาการเป็นพาหนะในเรื่องครับ ใช้จินตนาการพาคนดูไป โดยที่เปิดโอกาสให้เราได้เห็นจินตนาการแสนสวยงามไปพร้อมๆกับความโหดร้ายของสงคราม ซึ่งผู้กำกับทำได้ยอดเยี่ยมมากเลย นอกจากประเด็นนำเสนอที่จริงตลอดกาลแล้ว หนังยังมี art direction ที่ ยอดเยี่ยม ผมคิดว่าผมสามารถใช้คำนี้ได้ มันดูแล้วรู้สึกว่า ตั้งใจทำอะครับ บอกไม่ถูกเหมือนกัน พูดง่ายๆก็คือ ภาพ ชุด ฉาก สวยมากนั้นแหละ อีกส่วนก็คือ เพลง ทำนองฮำเพลง ของเพลงๆนั้นยังติดอยู่ในหัวผมอยู่เลยทั้งๆที่ดูมาหลายเดือนแล้ว

   

สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่ามันไม่ใช่หนังเด็กครับ แม้ว่าหนังจะเป็นแฟนตาซี และ ใช้เด็กเป็นตัวเดินเรื่องก็ตาม แต่ผมก็ยังคิดว่าไม่ใช่หนังเด็ก เพราะประเด็นที่หนังสื่อนั้น พูดกับผู้ใหญ่ตรงๆเลย ถึงเด็กเข้าไปดู ผมก็ว่าเค้าไม่เข้าใจหรอก เรื่องความรุนแรงของสงครามเงี้ย เรื่องโลกแห่งจินตนาการกับโลกแห่งความจริงเงี้ย เด็กไม่เข้าใจหรอกครับ แต่ผู้ใหญ่นี่สิ จะเข้าใจตรงนี้ได้ดีเลย หนังเรื่องนี้ทำให้ผมกลับมาใส่ใจกับโลกแห่งจินตนาการของเราเองมากขึ่น หลังจากที่ได้ปล่อยทิ้งมันไปเสียนาน ถามผมว่าหนังเรื่องนี้ดูยากมั้ย จะว่ายากก็ยากครับ จะว่าง่ายก็ง่าย คือคุณสามารถเข้าไปนั่งดูแล้วปล่อยให้หนังพาคุณไปจนจบเรื่องโดยที่คุณไม่ต้องคิดอะไรมากมายก็ได้ หรือคุณจะดูแบบตั้งใจ ดูแบบตีความถึงสัญลักษณ์ต่างๆในเรื่องก็ได้ครับ ถ้าถามว่าผมแนะนำมั้ย แนะนำอย่างแรงครับ ผู้ใหญ่ทุกคนควรดูครับ ไม่ใช่ดูเพื่อจะให้เข้าใจเด็กนะครับ แต่ดูเพื่อจะให้เข้าใจตัวเองครับ และนอกจากหนังจะมีประเด็นนำเสนอดีแล้ว งานด้านภาพยัง ยอดเยี่ยมมาก คือแค่เข้าไปดูภาพก็คุ้มมากมายแล้วครับ

   

สิ่งที่ชอบ

1.Art Direction ยอดเยี่ยม !!!!!

2.ประเด็นของเรื่อง สงคราม-เด็ก จินตนาการ-ความจริง ลงตัวมากครับ

3.เพลง

4.ฉากจบ ขนลุกครับ

5.การแสดง เด็กที่แสดงเก่งกว่าผู้ใหญ่หลายๆคน

    

     

Memories of Matsuko

ผู้กำกับ : Tetsuya Nakashima

    

หนังเรื่องนี้ ในบรรดา 5 เรื่อง เป็นเรื่องที่ผม เกือบจะไม่ได้ดูในโรง ด้วยความที่ ช่วงนั้นยุ่งๆ แล้วก็เพราะว่าหนังมันดันเข้าที่ house ที่เดียว จะไปทีนึงก็ต้องวางแผน (กว่าไปดูเรื่องอื่นๆ) จริงๆ ผมชอบไปที่ house นะ แต่ไอ้ความรู้สึกก่อนจะไปนี่สิ มันบอกไม่ถูก อาจจะเป็นความขี้เกียจก็ได้ แต่ผมก็ได้ไปดูมาจนได้ ที่ได้ไปดูมาเพราะวางแผนอย่างดี (ฮา) คือ ไปดู2เรื่องควบเลย โดยดูเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 เรื่องแรกคือ 11:14

    

ความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้คือ มัน สนุกมาก คือ ถ้าจะให้เจาะจงว่ามันสนุกยังไงเนี้ย หรือส่วนไหน ผมไม่สามารถตอบได้นะ เพราะผมรู้สึกว่ามันดี ทั้งเรื่องเลย คือมันลงตัว บอกไม่ถูก เพราะมันเป็นความรู้สึกล้วนๆเลยที่เกิดขึ่นกับผม สนุกขนาดไหน ขนาดที่ว่าผมต้องไปดูซ้ำอีกรอบใน เทศกาล 28 day เลย

หนังเรื่องนี้ ถ้าจะให้พูดอธิบายสั้นๆ ก็จับใจความได้มาว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่หดหู่ หม่นเทา แต่เป็นความหดหู่ที่สวยงาม ดูแปลกๆมั้ย เข้ากับประโยคที่ว่า ความปวดร้าวอันแสนสวยงาม ยังไงยังงั้นเลย หนังเล่าประวัติของผู้หญิงคนนึงครับ ซึ่งขณะที่เล่านั้นผู้หญิงคนนี้ได้ตายไปแล้ว(ในเรื่อง) หลายคนอาจจะสงสัยว่า ผู้หญิงคนนี้เค้าน่าสนใจยังไง เค้าทำอะไรยิ่งใหญ่ไว้รึเปล่า หรือเค้ามีอะไรพิเศษรึเปล่า คำตอบคือ ไม่มีครับ ผู้หญิงคนนี้ก็คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำก็แสนจะธรรมดาสามัญ ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ ตามหาความรัก ดูเหมือนพล๊อตน้ำเน่านะครับ ใช่ครับ การที่ผู้หญิงคนนึงจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรัก มันดูเหมือนละครน้ำเน่าจริงๆครับ แต่น่าแปลก หลังจากผมดูจบ ผมกลับคิดว่า ไอ้ชีวิตที่เราๆใช้กันอยู่ทุกวันนี้นี่แหละ ที่น้ำเน่า

     

หนังเรื่องนี้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง อย่างแรกเลย ภาพ ภาพสวยมาก แต่ภาพของหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจากหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆอยู่มากเหมือนกัน ปรกติแล้วหนังญี่ปุ่นจะเน้นการเล่นกับแสง การถ่ายภาพแบบนิ่งๆ สีจะ softๆ แต่หนังเรื่องนี้นี่ตรงกันข้ามเลยครับ สีของภาพจะออกไปทางแนวสดๆ การถ่ายภาพก็เป็นการตัดต่อสลับไปมาเร็วๆ ซึ่งถือว่าแปลกตา และเจ๋งมากๆเลย เรื่องต่อมาคือเพลง หนังเรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าเค้าเรียกว่าหนังเพลงรึเปล่า แต่ภายในเรื่องมีการใส่เพลงลงไปหลายเพลงอยู่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละเพลงที่ใส่มาก็ เยี่ยมเลย จังหวะดีมาก ดูแล้วต่อกับเนื้อเรื่อง ไม่ดูโดดๆออกมาเหมือนดู MV อยู่

    

ส่วนต่อมาที่ผมอยากพูดถึงคือ เรื่องของบท และการดำเนินเรื่อง มันดีมากเลย บทมันเหมือนกับค่อยๆไล่ระดับอารมณ์ไปเรื่อยๆ ไปจนถึงตอนจบที่ขึ่นถึงยอดสุด ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับ ถนนขึ่นผู้เขาสูง แต่เรื่องนี้พิเศษตรงที่ มันเป็นถนนที่ดีมาก ปูพื้นอย่างดี อารมณ์ตั้งแต่ฉากแรกไปจนถึงฉากจบไม่มีสะดุดเลย และแน่นอนครับ บทที่ดีถ้าขาดนักแสดงที่ดี บทนั้นก็ไร้ค่า เรื่องนี้เลือกคนได้ถูกต้องมากครับ นอกจากนางเอกที่แสดงได้ ยอดเยี่ยมแล้ว ตัวที่เหลือก็แสดงได้ดีครับ ตัวประกอบทุกตัว มันดูแล้วเหมือนกับเค้ากำลังเล่นเป็นตัวเองอยู่ยังไงยังงั้นเลย

    

สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ ถ้าถามว่าเป็นแนวไหน ผมไม่สามารถตอบได้ครับ คือมันมีหลายอารมณ์มากๆในหนัง ทั้งตลก ทั้งเพี้ยน ทั้งบ้า ทั้งซึ้ง ทั้งหดหู่ ทั้งเท่ ทั้งสวย ทั้ง…. มากมาย คือรวมเอาอารมณ์ทุกอารมณ์มาไว้ในหนังหมดเลย เป็นหนังที่เอาทุกอย่างมายำหมดเลย แล้วเป็นหนังเพลงอีก แต่น่าแปลกที่ ตลอดทั้งเรื่อง อารมณ์ไม่มีสะดุดเลย แม้กระทั่งบางฉากจะเปลี่ยนอารมณ์แบบหักดิบ แต่ก็ทำได้เนียนมาก ไม่รู้ทำได้ไง ต้องชมผู้กำกับอย่างแรงเลย เรื่องนี้ ในบรรดา 5 เรื่องที่ผมเขียน ผมเชียร์ให้คุณไปดูมากที่สุด เพราะหนังมันดีจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ชอบเพียงอย่างเดียวแต่มัน ดี เลย โดยเฉพาะประเด็นที่หนังนำเสนอก็ดีจริงๆ หนังนำเสนอว่า การวัดคุณค่าของคนคนนึง มันไม่ได้วัดจากสิ่งที่คนคนนั้นได้รับอะไรมา แต่มันวัดกันตรงที่ สิ่งที่คนคนนั้นได้ทำให้คนอื่นไว้ ….. ผมขนลุกเลยนะครับ ตอนที่ตัวละครตัวนึงพูดประโยคนี้ในหนัง คือดูจบแล้วผมรู้สึกอยาก”ให้”เลย อย่างน้อยก็มากกว่าตอนก่อนดูมากๆเลย คือหนังมันสื่อได้แรง และ มีพลังขนาดนั้นเลย เป็นหนังที่ควรดูครับ อย่างน้อยก็เป็นหนังที่ควรดูมากที่สุดในปี 50 สำหรับผมแน่นอนครับ

    

สิ่งที่ชอบ

1.Art Direction ยอดเยี่ยม ฉากนางเอกยืนอยู่หน้าร้านตอนที่กำลังจะออกจากงาน กับฉากหิมะตกหน้าคุกในตอนท้าย ทำเอาผมขนลุกเลย

2.เพลง

3.บท & การลำดับเรื่อง นิ่มนวล ลื่นไหล ลงตัว

4.การแสดง

5.ฉากจบ น้ำตาไหลเลยครับ

6.ผู้กำกับ ปรกติผมไม่ค่อยชมผู้กำกับนะ แต่เรื่องนี้ไม่ชมไม่ได้จริงๆ

   

     

Bangkok Time

ผู้กำกับ : สันติ แต้พานิช

   

หนังเรื่องนี้ ในบรรดา 5 เรื่อง เป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ที่สุดเลย ไม่ใช่หมายถึงหนังนะครับ หมายถึงการไปดูของผมครับ เพราะผมไปดูหนังเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวหนังเลยจริงๆ เห็นแค่โปสเตอร์ แค่นั้นเอง คือรับรู้จากสิ่งที่หนังสื่อเกือบ 100% เลย และผลก็คือ ชอบมากมายครับ

    

หนังเรื่องนี้ ถ้าพูดในแง่ของความเป็นหนังนั้น มันอาจจะไม่ถือว่าเป้นหนังที่ดีนัก เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีการถ่ายภาพที่โดดเด่น ไม่ได้มีการแสดงที่ยอดเยี่ยม ไม่ได้มีเพลงประกอบที่เพราะ ไม่มีอะไรที่หนังดีๆเค้ามีเลย สิ่งที่หนังเรื่องนี้มีก็คือ อารมณ์ ความรู้สึก เท่านั้นเอง แต่น่าแปลกที่แค่นั้นกลับทำเอาผมหลงไปกับมันได้

    

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก และเป็นรัก3เศร้า โดยหนังนำเสนอ ชีวิตของคนเหงา 3คน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเทพ แต่ไม่ใช้กรุงเทพในมุมที่สดใสสวยงามตอนกลางวัน แต่เป็นการนำเสนอด้านมืดของกรุงเทพ ในยามค่ำคืน เพราะงั้นสิ่งที่เห็นในหนังเรื่องนี้ล้วนเป็นซอกหลืบของสังคมทั้งนั้น ซึ่งบางอย่างผมก็พึ่งจะเข้าใจเมื่อดูหนังนี่เอง แต่หนังมันจะน่าดูอะไรถ้ามันมีแต่ด้านมืด แน่นอน มีแน่ครับ ด้านมืด บางทีก็คือด้านที่มันหงายขึ่นมาเหมือนกันนะครับ ผมกำลังหมายความว่า บางทีด้านมืดนั้นแหละคือความจริง และด้านสว่างนั้นแหละคือสิ่งลวง เหมือนกับที่มีคนเคยพูดไว้ว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย แต่โลกแห่งความจริงมันเลวร้ายเองต่างหาก” ใช่ครับ บางทีโลกแห่งความจริงมันก็โหดร้าย แต่ทำยังไงได้ มันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา สิ่งที่เราทำได้ก็แค่ควบคุมในสิ่งที่เรายังสามารถควบคุมได้ ซึ่งแค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว

    

เรื่องนี้อย่างที่ผมเกริ่นไป มันน่าสนใจตรงที่อารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งสิ่งนี้มันค่อนข้างเป็นนามธรรมมากๆเลย เพราะงั้นใครดูแล้วมีความเห็นไม่ตรงกับผมก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ อารมณ์มันเป็นยังไง ? คือมันเป็นอารมณ์แบบที่ผมกำลังเป็นอยู่เลย ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี คือมันอธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ถ้าจะให้เปรียบเทียบ คงคล้ายๆกับการฟังเพลงของวง อัศจรรย์ จักรวาล ละมั้งครับ (ซึ่งวงนี้เป็นคนทำเพลงประกอบให้เรื่องนี้ด้วย) อาจจะเพราะว่าหนังมันเข้ากับสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกในขณะนั้น ผมเลยรู้สึกชอบมันมากๆๆๆๆ เลยก็เป็นได้ แต่ถ้าให้ลองแยกแยะด้วยเหตุผลดูก็พอจะทำได้อยู่ สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้ผมว่าอยู่ที่ การนำเสนอ เพราะมันแปลก และไม่มีใครกล้าที่จะทำ ถ้าไม่ใช่พวกรายการเจาะใจ แต่น่าแปลกนะ การนำเสนอด้านมืดของสังคมไทยในหนังเรื่องนี้กลับทำให้ผมหลงรักกรุงเทพยามค่ำคืนมากขึ่น คือจากตอนแรกที่รู้สึกกลัวๆ กลายเป็นความรู้สึกที่ดีขึ่น ส่วนต่อมาคือ การแสดงของตัวเองผู้หญิง ผมว่าน่าสนใจมากเลย คือผมชอบเป็นการส่วนตัวด้วย และผมก็ว่ามันเป็นตัวละครที่แปลกดี ไม่เคยเห็นมาก่อนในหนัง ส่วนต่อมาคือภาพ ภาพเรื่องนี้ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย แต่ด้วยอารมณ์ของมัน ไปในโทนเดียวกับหนังเหมือนกับว่าทาบสนิทกันเลย

    

โดยรวมแล้ว หนังเรื่องนี้ ผมชอบเป็นการส่วนตัวมากที่สุด ในบรรดา 5 เรื่อง คือเอาเหตุผลโยนทิ้งไปเลย เอาความรู้สึกเข้าว่าอย่างเดียว ถือเป็นหนังที่ถ้าวัดเอาจากอารมณ์ล้วนๆ เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่เกิดมาเรื่องนึงเลย ถ้าถามว่าผมเชียร์มั้ย ก็เชียร์นะครับ คือผมไม่ได้เชียร์ให้คุณไปดูแล้วต้องชอบ เพราะผมรู้ว่าหนังมันไม่ได้ดูแล้วทุกคนจะชอบ แต่ผมเชียร์ให้คุณไปดูในอีกมุมมองนึงของประเทศที่คุณกำลังเหยียบอยู่มากกว่า ดูแล้วคุณอาจจะหลงรักกรุงเทพยามค่ำคืนมากขึ่นเหมือนกับผมก็ได้ครับ

   

สิ่งที่ชอบ

1.นางเอก เหตุผลส่วนตัวครับ (ฮา) ไม่ใช่อะไรหรอก ผมว่าตัวละครที่คนนี้เล่น มันคล้ายๆกับผมดี

2.การนำเสนอ

3.ภาพ & เสียง ไม่ได้ดีเด่น แต่เข้ากับอารมณ์ในขณะนั้นอย่างลงตัว โดยเฉพาะภาพ

4.การเลือกเวลาฉาย จังหวะดีมาก

5.อารมณ์ในหนัง ยอดเยี่ยม

   

 

    

The Bridge

ผู้กำกับ : Eric Steel

    

หนังเรื่องนี้ ผมไปดูมาเพราะได้รับการเป่าหูจากรายการ หนังหน้าไมค์ ครับ แล้วก็พอดีอยากลองอะไรแปลกๆใหม่ๆ ก็เลยเข้าไปดู ผลก็คือ จุก ครับ

     

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีครับ ขึ่นชื่อว่าสารคดีก็ต้องใช้ภาพเหตุการณ์จริงทั้งหมดใช่มั้ยครับ เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับ สะพาน Golden Gate ที่ San Francisco ครับ พูดถึงสะพานแห่งนี้ ในความรู้สึกของหลายๆคนคือ เป็นสะพานที่สวยงาม โรแมนติก แต่เรื่องราวสวยงามเหล่านั้นไม่มีในหนังเรื่องนี้แม้แต่น้อยครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีที่เล่าถึง คนที่ฆ่าตัวตายโดยการกระโดดลงมาจากสะพาน Golden Gate ครับ แน่นอน เรื่องจริงทั้งหมดครับ

    

สิ่งที่สวยงามมักจะมีด้านมือที่แสนมืดมนด้วยเช่นกันครับ สะพานนี้ก็เช่นกันครับ แม้ว่ามันจะแสนโรแมนติก แต่ก็เป็นสะพานที่คนใช้ในการฆ่าตัวตายมากที่สุดในโลก และในระยะเวลาที่ทีมงานเข้าไปทำหนังเรื่องนี้ ก็ได้เก็บบางของบางคนขณะที่กำลังกระโดดไว้ได้ครับ น่าหดหู่ใจนะครับ หนังใช้การตั้งกล้องไว้ที่สะพานเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ โดยตัดสลับกับ บทสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน ครับ ยิ่งได้ฟังเค้าเหล่านี้พูด ยิ่งเจ็บปวดครับ บางคนนั้น ฆ่าตัวตายเพราะโรคร้าย บางคนนั้นเพราะเป็นโรคจิตวิตก บางคนก็มีปัญหากับคนรอบข้าง และสิ่งที่ผมหดหู่ใจมากที่สุดคงจะเป็นประโยคนึงที่ผู้หญิงคนนึง ไปถามตำรวจหลังจากพึ่งเห็นคนกระโดดลงไปต่อหน้าต่อตาว่า เรื่องแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ่นบ่อยๆใช่มั้ย แต่ตำรวจกลับตอบกลับมาว่า It happen all the time

ผมคิดว่า การได้ดูหนังเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจผู้คนเหล่านี้มากขึ่น และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ผมไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับคนพวกนี้เลย ไปพร้อมๆกัน ส่วนตัวผมไม่เคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อนเพราะผมรู้อยู่ว่าปัญหามันก็ไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนสถานะและผู้ครอบครอง ก็เท่านั้นเอง

    

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูเสร็จแล้วผมไม่แน่ใจว่าผมชอบมันรึเปล่า คือตลอดระยะเวลาในการดู ผมกระสับกระสายเหมือนคนติดยาตลอดทั้งเรื่อง เหงื่อไหลทั้งๆที่แอร์ในโรงก็เย็น ขนลุกตลอดเวลา แต่พอดูหนังเสร็จปุ๊บ มันเหมือนกับ เรากำลังฝันร้ายแล้วสะดุ้งตื่นขึ่นมา แล้วพบว่าทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน ความรู้สึกเดียวกันเลยคือ ความรู้สึกโล่ง มากๆเลย และน่าแปลกที่การดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรักชีวิตผมเองมากขึ่นอีกเยอะเลย

ถามว่าผมแนะนำมั้ย ผม ไม่แนะนำนะ คือยังไงดี …. มันไม่ใช่หนังที่ทุกคนสามารถดูได้ หนังมันเล่าถึงความตาย ความหดหู่ ความหม่น ความเศร้า คือทุกสิ่งมันดูแย่ไปหมด แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก เพราะการดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราเข้าในความตายมากขึ่น และเข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ่นเช่นกัน ขณะที่ผมดูหนังจบและกำลังออกจากโรงเพื่อมาโบกรถแท๊กซี่กลับบ้าน น่าแปลกที่ผมได้ยินเสียงนกร้อง มันเป็นเสียงที่เพราะมาก และน่าแปลกที่ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ยินเสียงแบบนี้มานานแล้ว

    

สิ่งที่ชอบ

ไม่มี

   

ก็ครบทั้ง 5 เรื่องแล้ว มาลองดูๆแล้ว ผมก็พบว่า ทั้ง 5 เรื่องนี้ ไม่มีหนัง feel good เลยซักเรื่องเดียว น่าแปลกจริงๆ …..

ทั้ง 5 เรื่องที่ผ่านไปนี้ ถ้าถามผมว่า ผมชอบเรื่องไหนมากที่สุด ตอบยากมากๆเลยครับ แต่ถ้าถามว่าผมแนะนำเรื่องไหนมากที่สุด ก็คงเป็น memories of matsuko แหละครับ เพราะว่าหนังมันดูไม่ยาก และ ประเด็นมันเจ๋ง ภาพก็สวย แต่ถ้าสนใจงานด้านภาพ ด้าน Art Directionโดยเฉพาะ ก็คงต้อง 2เรื่องแรก คือ the fountain กับ pan’s labyrinth แหละครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน โดยเฉพาะ pan’s labyrinth ครับ ดูแล้วจินตนาการหลุดลอยแน่นอนครับ ส่วนเรื่อง bangkok time นั้น เป็นหนังที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะชอบรึเปล่า ส่วนใครที่อยากฆ่าตัวตายหรือคิดว่าชีวิตนี้ ช่างไร้ค่าสิ้นดี แนะนำให้ดูเรื่อง the bridge ดูครับ รับรองว่าจะเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ่นเลย

   

ก็ครบทั้ง 5 เรื่อง ที่ผมชอบที่สุดของปีที่แล้วไปแล้ว จริงๆยังมีอีกหลายๆเรื่องเลยที่ชอบและอยากเขียน แต่คิดว่าถ้าเขียนคงไม่เสร็จแน่ๆ เลยตัดใจเลือกมาแค่ 5 เรื่องที่คิดว่าชอบที่สุด ก็ ใครมีหนังอะไรที่น่าสนใจ ก็มาแนะนำให้ผมได้ครับ ส่วนผมก็จะพยายามหาหนังที่น่าสนใจมาแนะนำคุณเป็นระยะๆ ผ่านทาง blog นี้แหละครับ

   

Rainbow Song, สิ่งที่ไม่เคยบอก

ว่าจะอัพหลายทีแล้ว แต่ก็ไม่ได้มาอัพซักที เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ อันที่จริงดูไปตั้งแต่อาทิตย์แรกของปีแล้ว ที่ไม่ได้มาอัพไม่ใช่เพราะ ไม่มีเวลาอะไรหรอกครับ คืออันที่จริงคือรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย อาจจะเพราะว่ายังไม่คุ้นกับการอัพในนี้ซักเท่าไหร่ สมัยก่อนผมเคยเขียนเล่นๆอยู่แถว msn space แล้วย้ายมาเขียนที่นี้เพราะมันใช้งานง่ายกว่า แล้วก็ทำงานเร็วกว่า (หมายถึงเวปนะครับ ผมก็ยังทำงานช้าเท่าเดิม) และอีกอย่างคือ เป็น blog แรกที่เกี่ยวกับหนังด้วย เลยรู้สึก เอ่อ …. กดดัน เอ๊ะ ประหม่า …. ก็ไม่ใช่เท่าไหร่ เอาเป็นว่าซักอย่างแล้วกันครับ

    

Rainbow Song

ผู้กำกับ : Naoto Kumazawa

    
หนังเรื่องนี้ เป็นหนังญี่ปุ่น ว่าด้วยเรื่องของ นักศึกษามหาวิทยาลัยคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ในภาคฟีลม์ บ้านเราก็คือนิเทศศาสตร์นั้นแหละ เรื่องราวมันเริ่มต้นจาก ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่ง เรียกว่าไงดี เป็นผู้ชายประเภท จีบผู้หญิงไม่ค่อยเก่ง ก็ไม่เชิงนะ ประมาณว่า ประหม่าเวลาอยู่กับผู้หญิงสวย หรืออยู่ต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบ ประมาณนี้มั้ง ซึ่งเรื่องก็จะโยงไปหาผู้หญิงอีกคนนึงที่ เอ่อ ดูไม่ค่อยจะเป็นผู้หญิงซักเท่าไหร่ คือดูห้าวๆ และเรื่องราว ความสัมพันธ์ อะไรบางอย่างก็เกิดขึ่น หลังจากนี้ผมไม่ขอเล่า อยากให้คุณไปดูเอาเองเพราะแค่ที่เล่ามานี่ผมก็ถือว่า spoil ไปมากพอดูแล้ว(สำหรับผม เพราะตอนผมไปดู ผมไม่รู้อะไรเลยซักอย่าง)

   

*หลังจากบรรทัดนี้อาจจะมีการ spoil ครับ ซึ่งที่ผมคิดไว้คือจะพยายามเขียนไม่ให้ spoil มากที่สุด แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันจะหลุดออกมาบ้างรึเปล่า ทางที่ดี ควรจะดูก่อนครับ

    

    

    
หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรัก ที่ เรียกว่าไงดี ความรักฝ่ายเดียว คือ แอบชอบเค้าอยู่ข้างเดียว แต่อีกฝ่ายไม่รู้ ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่นะ ประเด็นๆนี้ อย่างหนังไทยเรื่อง เพื่อนสนิท ก็เอาประเด็นนี้มาใช้ แต่เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า มันเป็นหนังญี่ปุ่น และอยู่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ shunji iwai ซึ่งถือเป็นผู้กำกับที่ เอ่อ …. เก่งคนนึงของญี่ปุ่นเค้าเลย เพราะงั้นแล้วการดูหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณนึกไปถึงอะไรหลายๆอย่างจากหนังของ ชุนจิ โดยเฉพาะ Love Letter ที่ค่อนข้างคล้ายมาก (จนบางคนถึงกับไม่ชอบ เพราะมันคล้ายกันมาก แต่ผมเฉยๆนะกับเรื่องคล้ายนี้) เพราะว่ามันอยู่ภายใต้การโปรดิวซ์ของชุนจิ เลยทำให้เรื่องมันออกมาดู สงบ แต่สวยงาม หนังแบ่งพื้นที่ให้คนดูได้รู้สึกถึงอารมณ์ของหนังเอาเอง โดยไม่ได้ใช้การบังคับให้รู้สึกอย่างนั้นเหมือนอย่างที่หนังหลายๆเรื่องทำ โดยเรื่องจะไม่ได้ถึงกับหวือหวา บีบอารมณ์มาก แต่จะเป็นการเล่าแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ขึ่นถึงจุดพีคในตอนจบ และ การที่มันเป็นหนังญี่ปุ่น เรียกว่าไงดี เทคนิค และ ชั้นเชิงการเล่าเรื่องมันก็เลยออกมาแล้ว เนียน คือ หนังจะเปิดเรื่องมาให้คนงงก่อน แล้วหนังจะค่อยๆเฉลยมาทีละอย่าง เหมือนกับค่อยๆเปิดไพ่ในสำรับไปเรื่อยๆ โดยที่หนังไม่ได้เปิดไพ่ทั้งสำรับออกมา แต่หนังจะเหลือไพ่บางใบไว้ ให้คนดูคิดเอาเองว่า ไพ่ที่เหลืออยู่คืออะไร

   
มาพูดถึงรายละเอียดในหนังบ้าง เรื่องแรกที่น่าสนใจก็คือการลำดับภาพ หนังมีการลำดับภาพที่คล้ายๆกับ love letter คือ เป็นการเล่าเรื่องจาก “ผล ไปหา เหตุ” ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ ถ้าเรื่องไม่น่าสนใจจริงๆ หรือวิธีการนำเสนอไม่เด่นจริงๆ จะทำให้หนังมันออกมาแย่มาก เพราะว่าคนดูรู้ตอนจบแล้ว คนดูจะรู้สึกว่าจะดูต่อทำไมละ แต่หนังเรื่องนี้สามารถทำได้ คือดึงคนดูเอาไว้ได้ ให้คนดูอยากรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ่นทั้งหมดแม้ว่าจะรู้ตอนจบของเรื่องไปแล้วก็ตาม ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มักจะเห็นในหนังญี่ปุ่นนะ นอกจาก love letter แล้ว ก็ be with you นี่แหละ อีกเรื่องที่คิดออก ที่ใช้วิธีเล่าแบบนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าแปลกใหม่อะไร แต่ผมดูแล้วก็ยังรู้สึกว่ามันน่าทึ่งอยู่ และพูดถึงการลำดับเนื้อเรื่อง เรื่องนี้ใช้วิธีการแบ่งเรื่องออกเป็น ตอนๆ เป็น partๆ ซึ่งก็น่าสนใจดี

อีกส่วนที่เด่นๆขึ่นมาเลยก็คือเรื่องภาพ และ เสียง ซึ่งหนังญี่ปุ่นจะเป็นหนังที่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว คือดูแล้วรู้สึกว่ามันละเอียดอ่อนมาก หรือเพราะว่าผู้กำกับเป็นผู้หญิง เลยทำให้งานมันยิ่งดูละเอียดอ่อน ยิ่งกว่าหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องภาพเนี้ย มุมกล้อง แสง สี การจัดฉาก ทำได้สมบูรณ์มากๆเลย เรื่องเสียงนี่คงไม่ต้องพูดแล้วมั้ง

การแสดง เรื่องนี้ เยี่ยมมากเลย คืออันที่จริงก็คือหนังญี่ปุ่นทุกเรื่องแสดงได้ดีหมดเลย ไม่ใช่แม้แต่นักแสดงหลัก แต่รวมถึงตัวประกอบทุกตัวด้วย ซึ่งมันน่าแปลกใจมาก และที่น่าแปลกใจว่านั้นคือ หนังไทย หรือ ละครไทย ทำไมมันช่าง…. แต่เอาเถอะ กลับไปที่หนังต่อ หนังเรื่องนี้ นอกจากนักแสดงหลัก 2 ตัว ที่แสดงได้เยี่ยมแล้ว อีกคนที่ต้องพูดถึงก็คือ ตัว น้องของนางเอก ที่ตอนดูผมก็รู้สึกคุ้นๆหน้าเค้ามากๆ พอดูเสร็จมาเปิด imdb ก็พบว่า ไม่ใช่คุ้นแล้ว ใช่เลย ผมเคยดูหนังที่เค้าเล่นหลายเรื่องเหมือนกัน เช่น เรื่อง hana & alice ที่เล่นเป็น alice หรือเรื่อง Hula Girl ที่เล่นเป็น kimiko หรือว่า จะเป็นบทน้องสาวของ matsuko ในเรื่อง Memories of Matsuko เป็นต้น และยิ่งทำให้ผมทึ่งในความสามารถของนักแสดงคนนี้ยิ่งขึ่นไปอีกหลายเท่าเลย

อีกสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้เลยก็คือ บท หนังเรื่องนี้ อย่างที่เล่าไป เป็นหนังเกี่ยวกับเด็กเรียนฟีลม์ เพราะงั้นในหนัง จะเรียกว่าไงดี คือมีหนังอีกเรื่องอยู่ในหนังเรื่องนี้ เป็นหนังซ้อนหนังอีกที (งงมั้ยเนี้ย…) และไอ้ตัวหนังที่อยู่ในเรื่องนี้แหละ ที่เป็นตัว key อธิบายถึงเรื่องราวทั้งหมดของหนัง และผู้ที่เป็นคนกำกุญแจดอกนี้ไว้ก็คือ Kana น้องของนางเอก และด้วยการปูเรื่องอย่างละเอียดอ่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไปบวกกับ key และ ผู้นำพา key ดอกนี้ ทั้งหมดรวมกัน ทำให้หนังพาคนดูไปสู่ตอนจบของหนังที่ เอ่อ … ค่อนข้าง บีบอารมณ์เลยทีเดียว

    

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ เอ่อ … เล่าเรื่องของผู้หญิง ในมุมมองของผู้ชาย (ในความคิดผมนะ) คือผมคิดว่าผู้ชายควรจะไปดู ดูแล้วจะรู้สึกจุกในตอนจบ เหมือนกับที่ผมรู้สึก ทำให้ผมกลับมามองตัวเองเลยว่า นี่เราเผลอไปทำอะไรแบบนี้ลงไปรึเปล่า (แต่ถึงกลับมามองก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่เลย) ถือเป็นหนังที่น่าดูครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของปีครับ

   

สิ่งที่ประทัปใจในหนัง

1.บท หนังซ้อนหนัง การเล่าเรื่องจากผลไปหาเหตุ การแบ่งเรื่องออกเป็นส่วนๆ การพาคนดูไปสู่ตอนจบ การผูกเรื่องรุ้งกับเรื่องราวในเรื่อง ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเลย

2.ภาพ & เสียง โดยเฉพาะภาพ มุมกล้อง ฉาก สวยงามมาก ฉากเงาสายรุ้งสะท้อนกับพื้นน้ำเป็นอะไรที่ สุดยอดมาก เพลงก็เพราะและเลือกจังหวะได้ดีมากเลย

3.นางเอก น่ารักดี (ฮา) คือไม่ใช่คนที่สวยมากหรือน่ารักมาก แต่เป็นคนที่ เอ่อ น่ารักแบบเป็นธรรมชาติดี

4.โปสเตอร์ สวยดี

Older Posts »