ว่าจะอัพหลายทีแล้ว แต่ก็ไม่ได้มาอัพซักที เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ อันที่จริงดูไปตั้งแต่อาทิตย์แรกของปีแล้ว ที่ไม่ได้มาอัพไม่ใช่เพราะ ไม่มีเวลาอะไรหรอกครับ คืออันที่จริงคือรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย อาจจะเพราะว่ายังไม่คุ้นกับการอัพในนี้ซักเท่าไหร่ สมัยก่อนผมเคยเขียนเล่นๆอยู่แถว msn space แล้วย้ายมาเขียนที่นี้เพราะมันใช้งานง่ายกว่า แล้วก็ทำงานเร็วกว่า (หมายถึงเวปนะครับ ผมก็ยังทำงานช้าเท่าเดิม) และอีกอย่างคือ เป็น blog แรกที่เกี่ยวกับหนังด้วย เลยรู้สึก เอ่อ …. กดดัน เอ๊ะ ประหม่า …. ก็ไม่ใช่เท่าไหร่ เอาเป็นว่าซักอย่างแล้วกันครับ

Rainbow Song
ผู้กำกับ : Naoto Kumazawa
หนังเรื่องนี้ เป็นหนังญี่ปุ่น ว่าด้วยเรื่องของ นักศึกษามหาวิทยาลัยคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ในภาคฟีลม์ บ้านเราก็คือนิเทศศาสตร์นั้นแหละ เรื่องราวมันเริ่มต้นจาก ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่ง เรียกว่าไงดี เป็นผู้ชายประเภท จีบผู้หญิงไม่ค่อยเก่ง ก็ไม่เชิงนะ ประมาณว่า ประหม่าเวลาอยู่กับผู้หญิงสวย หรืออยู่ต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบ ประมาณนี้มั้ง ซึ่งเรื่องก็จะโยงไปหาผู้หญิงอีกคนนึงที่ เอ่อ ดูไม่ค่อยจะเป็นผู้หญิงซักเท่าไหร่ คือดูห้าวๆ และเรื่องราว ความสัมพันธ์ อะไรบางอย่างก็เกิดขึ่น หลังจากนี้ผมไม่ขอเล่า อยากให้คุณไปดูเอาเองเพราะแค่ที่เล่ามานี่ผมก็ถือว่า spoil ไปมากพอดูแล้ว(สำหรับผม เพราะตอนผมไปดู ผมไม่รู้อะไรเลยซักอย่าง)
*หลังจากบรรทัดนี้อาจจะมีการ spoil ครับ ซึ่งที่ผมคิดไว้คือจะพยายามเขียนไม่ให้ spoil มากที่สุด แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า มันจะหลุดออกมาบ้างรึเปล่า ทางที่ดี ควรจะดูก่อนครับ
หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรัก ที่ เรียกว่าไงดี ความรักฝ่ายเดียว คือ แอบชอบเค้าอยู่ข้างเดียว แต่อีกฝ่ายไม่รู้ ซึ่งก็ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่นะ ประเด็นๆนี้ อย่างหนังไทยเรื่อง เพื่อนสนิท ก็เอาประเด็นนี้มาใช้ แต่เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า มันเป็นหนังญี่ปุ่น และอยู่ภายใต้การโปรดิวซ์ของ shunji iwai ซึ่งถือเป็นผู้กำกับที่ เอ่อ …. เก่งคนนึงของญี่ปุ่นเค้าเลย เพราะงั้นแล้วการดูหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณนึกไปถึงอะไรหลายๆอย่างจากหนังของ ชุนจิ โดยเฉพาะ Love Letter ที่ค่อนข้างคล้ายมาก (จนบางคนถึงกับไม่ชอบ เพราะมันคล้ายกันมาก แต่ผมเฉยๆนะกับเรื่องคล้ายนี้) เพราะว่ามันอยู่ภายใต้การโปรดิวซ์ของชุนจิ เลยทำให้เรื่องมันออกมาดู สงบ แต่สวยงาม หนังแบ่งพื้นที่ให้คนดูได้รู้สึกถึงอารมณ์ของหนังเอาเอง โดยไม่ได้ใช้การบังคับให้รู้สึกอย่างนั้นเหมือนอย่างที่หนังหลายๆเรื่องทำ โดยเรื่องจะไม่ได้ถึงกับหวือหวา บีบอารมณ์มาก แต่จะเป็นการเล่าแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วก็ขึ่นถึงจุดพีคในตอนจบ และ การที่มันเป็นหนังญี่ปุ่น เรียกว่าไงดี เทคนิค และ ชั้นเชิงการเล่าเรื่องมันก็เลยออกมาแล้ว เนียน คือ หนังจะเปิดเรื่องมาให้คนงงก่อน แล้วหนังจะค่อยๆเฉลยมาทีละอย่าง เหมือนกับค่อยๆเปิดไพ่ในสำรับไปเรื่อยๆ โดยที่หนังไม่ได้เปิดไพ่ทั้งสำรับออกมา แต่หนังจะเหลือไพ่บางใบไว้ ให้คนดูคิดเอาเองว่า ไพ่ที่เหลืออยู่คืออะไร
มาพูดถึงรายละเอียดในหนังบ้าง เรื่องแรกที่น่าสนใจก็คือการลำดับภาพ หนังมีการลำดับภาพที่คล้ายๆกับ love letter คือ เป็นการเล่าเรื่องจาก “ผล ไปหา เหตุ” ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ ถ้าเรื่องไม่น่าสนใจจริงๆ หรือวิธีการนำเสนอไม่เด่นจริงๆ จะทำให้หนังมันออกมาแย่มาก เพราะว่าคนดูรู้ตอนจบแล้ว คนดูจะรู้สึกว่าจะดูต่อทำไมละ แต่หนังเรื่องนี้สามารถทำได้ คือดึงคนดูเอาไว้ได้ ให้คนดูอยากรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ่นทั้งหมดแม้ว่าจะรู้ตอนจบของเรื่องไปแล้วก็ตาม ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มักจะเห็นในหนังญี่ปุ่นนะ นอกจาก love letter แล้ว ก็ be with you นี่แหละ อีกเรื่องที่คิดออก ที่ใช้วิธีเล่าแบบนี้ ก็ไม่ได้ถือว่าแปลกใหม่อะไร แต่ผมดูแล้วก็ยังรู้สึกว่ามันน่าทึ่งอยู่ และพูดถึงการลำดับเนื้อเรื่อง เรื่องนี้ใช้วิธีการแบ่งเรื่องออกเป็น ตอนๆ เป็น partๆ ซึ่งก็น่าสนใจดี
อีกส่วนที่เด่นๆขึ่นมาเลยก็คือเรื่องภาพ และ เสียง ซึ่งหนังญี่ปุ่นจะเป็นหนังที่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว คือดูแล้วรู้สึกว่ามันละเอียดอ่อนมาก หรือเพราะว่าผู้กำกับเป็นผู้หญิง เลยทำให้งานมันยิ่งดูละเอียดอ่อน ยิ่งกว่าหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องภาพเนี้ย มุมกล้อง แสง สี การจัดฉาก ทำได้สมบูรณ์มากๆเลย เรื่องเสียงนี่คงไม่ต้องพูดแล้วมั้ง
การแสดง เรื่องนี้ เยี่ยมมากเลย คืออันที่จริงก็คือหนังญี่ปุ่นทุกเรื่องแสดงได้ดีหมดเลย ไม่ใช่แม้แต่นักแสดงหลัก แต่รวมถึงตัวประกอบทุกตัวด้วย ซึ่งมันน่าแปลกใจมาก และที่น่าแปลกใจว่านั้นคือ หนังไทย หรือ ละครไทย ทำไมมันช่าง…. แต่เอาเถอะ กลับไปที่หนังต่อ หนังเรื่องนี้ นอกจากนักแสดงหลัก 2 ตัว ที่แสดงได้เยี่ยมแล้ว อีกคนที่ต้องพูดถึงก็คือ ตัว น้องของนางเอก ที่ตอนดูผมก็รู้สึกคุ้นๆหน้าเค้ามากๆ พอดูเสร็จมาเปิด imdb ก็พบว่า ไม่ใช่คุ้นแล้ว ใช่เลย ผมเคยดูหนังที่เค้าเล่นหลายเรื่องเหมือนกัน เช่น เรื่อง hana & alice ที่เล่นเป็น alice หรือเรื่อง Hula Girl ที่เล่นเป็น kimiko หรือว่า จะเป็นบทน้องสาวของ matsuko ในเรื่อง Memories of Matsuko เป็นต้น และยิ่งทำให้ผมทึ่งในความสามารถของนักแสดงคนนี้ยิ่งขึ่นไปอีกหลายเท่าเลย
อีกสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้เลยก็คือ บท หนังเรื่องนี้ อย่างที่เล่าไป เป็นหนังเกี่ยวกับเด็กเรียนฟีลม์ เพราะงั้นในหนัง จะเรียกว่าไงดี คือมีหนังอีกเรื่องอยู่ในหนังเรื่องนี้ เป็นหนังซ้อนหนังอีกที (งงมั้ยเนี้ย…) และไอ้ตัวหนังที่อยู่ในเรื่องนี้แหละ ที่เป็นตัว key อธิบายถึงเรื่องราวทั้งหมดของหนัง และผู้ที่เป็นคนกำกุญแจดอกนี้ไว้ก็คือ Kana น้องของนางเอก และด้วยการปูเรื่องอย่างละเอียดอ่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไปบวกกับ key และ ผู้นำพา key ดอกนี้ ทั้งหมดรวมกัน ทำให้หนังพาคนดูไปสู่ตอนจบของหนังที่ เอ่อ … ค่อนข้าง บีบอารมณ์เลยทีเดียว
โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ เอ่อ … เล่าเรื่องของผู้หญิง ในมุมมองของผู้ชาย (ในความคิดผมนะ) คือผมคิดว่าผู้ชายควรจะไปดู ดูแล้วจะรู้สึกจุกในตอนจบ เหมือนกับที่ผมรู้สึก ทำให้ผมกลับมามองตัวเองเลยว่า นี่เราเผลอไปทำอะไรแบบนี้ลงไปรึเปล่า (แต่ถึงกลับมามองก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่เลย) ถือเป็นหนังที่น่าดูครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของปีครับ
สิ่งที่ประทัปใจในหนัง
1.บท หนังซ้อนหนัง การเล่าเรื่องจากผลไปหาเหตุ การแบ่งเรื่องออกเป็นส่วนๆ การพาคนดูไปสู่ตอนจบ การผูกเรื่องรุ้งกับเรื่องราวในเรื่อง ทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเลย
2.ภาพ & เสียง โดยเฉพาะภาพ มุมกล้อง ฉาก สวยงามมาก ฉากเงาสายรุ้งสะท้อนกับพื้นน้ำเป็นอะไรที่ สุดยอดมาก เพลงก็เพราะและเลือกจังหวะได้ดีมากเลย
3.นางเอก น่ารักดี (ฮา) คือไม่ใช่คนที่สวยมากหรือน่ารักมาก แต่เป็นคนที่ เอ่อ น่ารักแบบเป็นธรรมชาติดี
4.โปสเตอร์ สวยดี



ชอบหนังเรื่องนี้